ต้นไม้ไทย

ต้นไม้เล่าเรื่อง : ทุก ๆ อย่างเกี่ยวกับต้นไม้

Archive for the ‘พืช’ Category

ธาตุอาหารรอง
1. แคลเซียม
ปริมาณแคลเซียมที่พบในพืชจะพบมากบริเวณส่วนที่กำลังเติบโต เช่น ยอด และปลายราก แคลเซียมเป็นธาตุที่ช่วยเสริมการนำธาตุไนโตรเจนจากดินไปใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น

2. กำมะถัน
กำมะถันเป็นธาตุที่มีความจำเป็นต่อการสร้างโปรตีนพืช เป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบของโปรตีน และวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินบี 1 นอกจากนี้ ยังมีผลทางอ้อมต่อการสร้างส่วนที่เป็นสีเขียวของพืช  ช่วยในกระบวนการหายใจ และการสังเคราะห์อาหาร ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันในพืชบางชนิด เป็นองค์ประกอบของสารระเหยที่มีกลิ่นเฉพาะตัว เช่น หอม กระเทียม เป็นต้น

3. แมกนีเซียม
แมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบของส่วนที่เป็นสีเขียว ทั้งใบ ลำต้น ผล และส่วนอื่นๆ มีบทบาทสำคัญในการสร้างอาหาร และโปรตีน

จุลธาตุ 8 ธาตุ
1. เหล็ก
เหล็กเป็นองค์ประกอบของโปรตีน และมีบทบาทในการสังเคราะห์อาหาร ช่วยกระตุ้นกระบวนการหายใจ และกระบวนการปรุงอาหารให้เป็นไปอย่างสมบูรณ์

2. ทองแดง
ทองแดงมีผลต่อพืชทางอ้อมต่อการสร้างส่วนที่เป็นสีเขียว ช่วยเพิ่มโมเลกุลคลอโรฟิลล์ และป้องกันการทำลายส่วนสีเขียวซึ่งอาจเกิดจากการขาดธาตุไนโตรเจน ช่วยให้ต้นพืชแข็งแรง และอายุยาวขึ้น เป็นส่วนประกอบของน้ำย่อยในพืช ช่วยในการสังเคราะห์อาหารสำหรับการเจริญเติบโต และการติดดอกออกผล

3. สังกะสี
สังกะสีมีบทบาท และหน้าที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนพืช  พืชที่ขาดสังกะสีจะทำให้ปริมาณฮอร์โมนไอ-เอ-เอ (IAA) ที่ตายอดลดลง ทำให้ตายอด ข้อ และปล้องไม่ขยาย ใบออกซ้อนกัน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำย่อยหลายชนิด การสร้างสารอาหาร และสังเคราะห์แสง สังกะสีมีผลทางอ้อมในการสร้างส่วนสีเขียว

4. แมงกานีส
แมงกานีสมีผลต่อใบ เนื่องจากมีบทบาทในการสังเคราะห์แสง ช่วยกระตุ้นการทำงานของน้ำย่อย และควบคุมกิจกรรมของธาตุเหล็ก และไนโตรเจน

5. โบรอน
โบรอนทำหน้าที่ช่วยให้พืชดูดธาตุแคลเซียม และไนโตรเจนได้มากขึ้น หากพืชต้องการแคลเซียมมากย่อมต้องการโบรอนมากเช่นกัน และยังช่วยให้พืชใช้ธาตุโปแตสเซียมได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีบทบาทในการสังเคราะห์แสง การย่อยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ควบคุมการดูด และการคายน้ำของพืชในกระบวนการสังเคราะห์อาหาร และเพิ่มคุณภาพของรสชาติ ขนาด และน้ำหนักผล

อาการขาดธาตุโบรอนจะพบได้ที่ยอด และใบอ่อน โดยพบลักษณะยอด และตายอดบิดงอ ใบอ่อนบาง มีความโปร่งใสผิดปกติ เส้นกลางใบหนากร้าน ใบตกกระ พบมีสารเหนียวออกตามเปลือกลำต้น กิ่งก้านเหี่ยว เปลือกผลหนา และผลแตกเป็นแผล ผลเล็ก และแข็งผิดปกติ พืชตระกูลกะหล่ำจะพบจุดสีน้ำตาลหรือดำ

6. โมลิบดินัม
เป็นธาตุที่จาเป็นสาหรับการตรึงธาตุไนโตรเจน ทาให้การทางานของธาตุไนโตรเจนในพืชสมบูรณ์ขึ้น นอกจากนี้ยังจาเป็นสาหรับกระบวนการสร้างสารสีเขียว และน้าย่อยภายในพืชบางชนิดในดินด่างความเป็นประโยชน์ของธาตุโมลิบดินัมต่อ พืชมากขึ้น แต่ในดินกรดพืชมักแสดงอาการขาดธาตุนี้เสมอ นอกจากนี้ปริมาณธาตุโมลิบดินัมยังขึ้นกับปริมาณธาตุอาหารพืชบางธาตุในดิน เช่น ธาตุเหล็ก ธาตุอลูมิเนียม และกามะถัน โดยถ้ามีธาตุทั้งสามมากเกินไปทาให้ความเป็นประโยชน์ของโมลิบดินัมลดลง ในดินที่มีธาตุฟอสฟอรัสเพียงพอช่วยส่งเสริมให้พืชดูดธาตุโมลิบดินัมได้มาก ขึ้น

ในพืชที่มีอาการขาดธาตุโมลิบดินัม เช่น พืชผัก มักแสดงอาการที่ใบแก่โดยเป็นจุดด่างเป็นดวงๆ ขณะที่เส้นใบยังเขียว ถ้าขาดธาตุนี้รุนแรงใบม้วนเข้าข้างใน ลักษณะที่ปลายและขอบแห้ง สาหรับมะเขือเทศแสดงอาการขาดธาตุโมลิบดินัมที่ใบส่วนล่าง โดยขอบใบหงิกงอ ดอกร่วงและผลแคระแกรนเติบโตไม่เต็มที่

7. ธาตุคลอรีน
ธาตุนี้มักพบในรูปของสารประกอบของเกลือโซเดียม โดยเฉพาะดินเค็มในแถบชายฝั่งทะเล และดินเค็มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยคลอรีนมีความสำคัญต่อกระบวนการสังเคราะห์แสง ช่วยให้พืชแก่เร็วขึ้น พืชที่ขาดธาตุคลอรีนจะมีใบซีด เหี่ยว และใบมีสีเหลือง แต่พืชได้รับคลอรีนมาก ขอบใบจะแห้ง ใบเหลืองก่อนกำหนด

8. นิเกิล
นิเกิลเป็นธาตุที่สำคัญต่อเอนไซม์ Urease โดยทำหน้าที่ช่วยปลดปล่อยไนโตรเจนให้อยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ได้ นอกจากนี้ ยังจำเป็นต่อกระบวนการดูดซับธาตุเหล็ก ช่วยในกระบวนการงอกของเมล็ด หากนิเกิลไม่เพียงพอต่อความต้องการ พืชอาจไม่ให้ผลผลิตเต็มที่

โพแทสเซียม

โพแทสเซียม
โดยทั่วไป โพแทสเซียมกระจายอยู่ดินชั้นบน และดินชั้นล่างในปริมาณที่ไม่แตกต่างกัน โพแทสเซียมเป็นธาตุที่จำเป็นสำหรับพืชเหมือนกับธาตุฟอสฟอรัส  และธาตุไนโตรเจน พืชจะดูดโพแทสเซียมจากดินในรูปโพแทสเซียมไอออน โพแทสเซียมเป็นธาตุที่ละลายน้ำได้ดี และพบมากในดินทั่วไป แต่ส่วนใหญ่จะรวมตัวกับธาตุอื่นหรือถูกยึดในชั้นดินเหนียว ทำให้พืชนำไปใช้ไม่ได้ การเพิ่มปริมาณโพแทสเซียมในดินจะเกิดจากการสลายตัวของหินเป็นดินหรือปฏิกิริยาของจุลินทรีย์ในดินที่พืชสามารถนำไปใช้ได้

โพแทสเซียมที่เป็นองค์ประกอบของพืช พบมากในส่วนยอดของต้น ปลายราก ตาข้าง ใบอ่อน ในใจกลางลำต้น และในท่อลำเลียงอาหาร โดยทั่วไป ความต้องการโพแทสเซียมของพืชอยู่ในช่วง 2-5 เปอร์เซ็นต์ โดยน้ำหนักแห้ง  บทบาทสำคัญของโพแทสเซียม คือ ช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ ช่วยในกระบวนการสร้างแป้ง ช่วยในกระบวนการสังเคราะห์แสง ควบคุมศักย์ออสโมซีส ช่วยในการลำเลียงสารอาหาร ช่วยรักษาสมดุลระหว่างกรด และเบส

http://maingam.igetweb.com/article/art_42235983.jpg

หน้าที่ และความสำคัญต่อพืช
1. ส่งเสริมการเจริญเติบโตของราก ทำให้รากดูดน้ำ และธาตุอาหารได้ดีขึ้น
2. จำเป็นต่อการสร้างเนื้อผลไม้ การสร้างแป้งของผล และหัว จึงนิยมให้ปุ๋ยโพแทสเซียมมากในระยะเร่งดอก ผล และหัว
3. ช่วยให้พืชต้านทานการเปลี่ยนแปลงปริมาณแสง อุณภูมิหรือความชื้น
4. ช่วยให้พืชต้านทานต่อโรคต่างๆ
5. ช่วยเพิ่มคุณภาพของพืช ผัก และผลไม้ ทำให้พืชมีสีสัน เพิ่มขนาด และเพิ่มความหวาน
6. ช่วยป้องกันผลกระทบจากที่พืชได้รับไนโตรเจน และฟอสฟอรัสมากเกินไป

อาการขาดธาตุโพแทสเซียม
พืชที่ขาดโพแทสเซียม จะทาให้โพแทสเซียมที่สะสมในใบแก่ และเซลล์อื่นๆ เคลื่อนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อที่กำลังเจริญ ทำให้ส่วนดังกล่าวมีอาการผิดปกติ เช่น ใบเหลืองเป็นแนว ซึ่งมักเกิดขึ้นในใบแก่ก่อน และใบแห้งตายเป็นจุดๆ โดยเฉพาะบริเวณขอบ และปลายใบ ใบม้วนงอ ลำต้นมีปล้องสั้น ยอดใบเป็นจุดๆ

ในพืชใบเลี้ยงคู่ ใบจะซีด และแห้งตายเป็นจุดๆ ส่วนพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น ใบถั่ว ข้าวโพด ฝ้าย และธัญพืช ปลายใบ และขอบใบจะตายก่อน และลามไปส่วนโคนใบ

– ในสับปะรดจ ะมีอาการใบเป็นจุดสีน้ำตาล ปลายใบเหี่ยว ใบมีขนาดเล็ก สั้น แคบกว่าปกติ
– ลิ้นจี่ จะมีอาการใบเหลือง ปลายใบ และขอบใบตาย ใบร่วง ติดผลน้อย
– มะเขือเทศ จะมีอาการของใบที่แก่เต็มที่มีสีเหลือง และไหม้ และลุกลามเข้าสู่เส้นใบ การเจริญเติบโตช้า ลำต้นอ่อนแอ เชื้อจุลินทรีย์เข้าทำลายรากได้ง่าย ทำให้ลำต้นโค้งงอ และหักล้มได้ง่าย

นอกจากนี้ พบว่า พืชที่ได้รับโพแทสเซียมไม่เพียงพอ จะทำให้กระบวนการสังเคราะห์แสงลดลง การควบคุมการปิด-เปิดปากใบผิดปกติ ปากใบเปิดเล็กน้อย ทำให้มีผลต่อกระบวนการสร้าง และเคลื่อนย้ายน้ำตาลลดลง มีผลต่อคุณภาพของสี ขนาด น้ำหนัก ความหวาน และคุณภาพของผลหรือเมล็ด

ฟอสฟอรัส

ฟอสฟอรัส
ฟอสฟอรัสในดินมักมีปริมาณที่ไม่เพียงพอกับความต้องการของพืชเช่นกัน เนื่องจากเป็นธาตุที่ถูกตรึงหรือเปลี่ยนเป็นสารประกอบได้ง่าย สารเหล่านี้มักละลายน้ำได้ยาก ทำให้ความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสต่อพืชลดลง

http://maingam.igetweb.com/article/art_42235983.jpg

ฟอสฟอรัสที่พบในพืชจะในรูปของฟอสเฟตไอออนที่พบมากในท่อลำเลียงน้ำ เมล็ด ผล และในเซลล์พืช โดยทำหน้าสำคัญเกี่ยวกับการถ่ายทอดพลังงาน เป็นวัตถุดิบในกระบวนการสร้างสารต่างๆ และควบคุมระดับความเป็นกรด-ด่าง ของกระบวนการลำเลียงน้ำในเซลล์

การนำฟอสฟอรัสจากดินมาใช้ พืชจะดูดฟอสฟอรัสในรูปอนุมูลไดไฮโดรเจนฟอสเฟตไอออน (H2PO4-) และไฮโดรเจนฟอสเฟตไอออน (HPO42-) ปริมาณสารทั้งสองชนิดจะมากหรือน้อยขึ้นกับค่าความเป็นกรด-ด่างของดิน ดินที่มีสภาพความเป็นกรด ฟอสฟอรัสจะอยู่ในรูปไดไฮโดรเจนฟอสเฟตไอออน(H2PO4-) หากดินมีสภาพเป็นด่าง ฟอสฟอรัสจะอยู่ในรูปไฮโดรเจนฟอสเฟตไอออน (HPO42-) แต่สารเหล่านี้ในดินมักถูกยึดด้วยอนุภาคดินเหนียว ทำให้พืชไม่สามารถนำไปใช้ได้ รวมถึงรวมตัวกับธาตุอื่นในดิน ทำให้พืชไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ในสภาพดินที่เป็นเบส และเป็นกรดจัดที่มีแร่ธาตุ และสารประกอบอื่นมากฟอสเฟตจะรวมตัวกับไอออนประจุบวก และลบของธาตุ และสารประกอบเหล่านั้น กลายเป็นเกลือที่ไม่ละลายน้ำทำให้พืชนำไปใช้ได้น้อย ดังนั้น ในสภาพดินที่เป็นกลาง พืชจะนำฟอสเฟตไอออนมาใช้ประโยชน์ได้ดีกว่า

โดยทั่วไปพืชจะต้องการฟอสฟอรัสประมาณ 0.3-0.5 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักแห้ง เพื่อให้การเจริญเติบโตทางใบเป็นปกติ แต่หากได้รับในปริมาณสูงกว่า 1 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักแห้งจะเกิดความเป็นพิษต่อพืช

หน้าที่ และความสำคัญต่อพืช
1. ส่งเสริมการเจริญเติบโตของราก ทั้งรากแก้ว ราฝอย และรากแขนง โดยเฉพาะในระยะแรกของการเจริญเติบโต
2. ช่วยเร่งให้พืชแก่เร็ว ช่วยการออกดอก การติดผล และการสร้างเมล็ด
3. ช่วยให้รากดูดโปแตสเซียมจากดินมาใช้เป็นประโยชน์ได้มากขึ้น
4. ช่วยเพิ่มความต้านทานต่อโรคบางชนิด ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดี
5. ช่วยให้ลำต้นแข็งแรง ไม่ล้มง่าย
6. ลดผลกระทบที่เกิดจากพืชได้รับไนโตรเจนมากเกินไป

อาการขาดธาตุฟอสฟอรัส
พืชที่ขาดธาตุฟอสฟอรัสจะมีอัตราการหายใจลดลง พืชสะสมคาร์โบไฮเดรตมากขึ้น ใบพืชมีสีเขียวเข้ม มีการสะสมรงควัตถุแอนโทไซยานินที่ลำต้น และก้านใบ ทำให้ก้านใบมีสีชมพู อาการจะเริ่มที่ใบแก่ก่อน ใบมีขนาดเล็ก จำนวนใบน้อย ใบแห้งเป็นจุดๆ การเจริญเติบโตของพืชหยุดชะงัก ลำต้นแคระแกร็น รากเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาล

การขาดธาตุฟอสฟอรัสยังมีผลต่อการออกดอกช้า จำนวนดอก ผล และเมล็ดน้อยลง ผลผลิตต่ำจากใบพืชที่เสื่อม และร่วงหล่นเร็วกว่าปกติ  แต่หากได้รับฟอสฟอรัสมากพืชจะแก่เร็ว

การขาดฟอสฟอรัสเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รากพืชขยายยาว แม้ลำต้นเหนือดินหยุดการเจริญเติบโตแล้ว เพราะมีการกระจายคาร์โบไฮเดรตลงมาสู่รากพืชมากขึ้น เนื่องจากพืชมีความพยายามที่จะรักษาสภาพของราก เพื่อทำหน้าที่ดูดหาอาหารที่ขาดแคลนมาเพิ่มเติม
อาการขาดฟอสฟอรัสของแต่ละชนิดพืชจะแตกต่างกัน ได้แก่
– ข้าว ข้าวโพด จะมีลำต้นบิดเกลียว เนื้อไม้แข็ง แต่เปราะและหักง่าย
– ข้าวโพด ใบ และลำต้นจะมีสีม่วง
– สับปะรด ใบจะมีสีเขียวเข้ม และเปลี่ยนเป็นสีม่วง
– ลิ้นจี่จะแสดงอาการที่ปลายใบ และขอบใบแก่ตายใบม้วน แห้ง และร่วงหล่น
– มะเขือเทศใบจะมีสีม่วงบริเวณใต้ใบ โดยเฉพาะที่เส้นใบ และแผ่นใบ ใบมีขนาดเล็ก ใบย่อยม้วนลง และจะตายก่อนอายุ
– พริกจะมีขนาดเล็กแคบ และห่อ ใบแก่มีสีเหลือง และขอบใบมีสีชมพู ผลจะมีขนาดเล็ก และผิดรูปร่าง
– แครอท จะมีเนื้อของหัวแข็งกระด้าง เพราะมีการสะสมสารแห้งมากขึ้น
– ส้ม ปริมาณใบน้อย ผลมีกรดมาก และร่วงก่อนแก่

ไนโตรเจน

ไนโตรเจน
ไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบของพืชประมาณร้อยละ 18  และปริมาณไนโตรเจนกว่าร้อยละ 80-85 ของไนโตรเจนทั้งหมดที่พบในพืชจะเป็นองค์ประกอบของโปรตีน ร้อยละ 10 เป็นองค์ประกอบของกรดนิวคลีอิก และร้อยละ 5 เป็นองค์ประกอบของกรดอะมิโนที่ละลายได้ โดยทั่วไป ธาตุไนโตรเจนในดินมักขาดมากกว่าธาตุอื่น โดยพืชนำไนโตรเจนที่มาใช้ผ่านการดูดซึมจากรากในดินในรูปของเกลือไนเตรท (NO3-) และเกลือแอมโมเนียม (NH4+)

http://maingam.igetweb.com/article/art_42235983.jpg

ธาตุไนโตรเจนในดินมักสูญเสียได้ง่ายจากการชะล้างในรูปของเกลือไนเตรท หรือเกิดการระเหยของแอมโมเนีย ดังนั้น หากต้องการให้ไนโตรเจนในดินที่เพียงจึงต้องใส่ธาตุไนโตรเจนลงไปในดินในรูปของปุ๋ย นอกจากนี้ พืชยังได้รับไนโตรเจนจากการสลายตัวของอินทรียวัตถุ และการแปรสภาพของสารอินทรีย์โดยจุลินทรีย์ในดิน รวมถึงการได้รับจากพืชบางชนิด เช่น พืชตระกูลถั่ว ที่มีไรโซเบียมช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ความต้องการธาตุไนโตรเจนของพืชขึ้นกับหลายปัจจัย อาทิ ชนิดของพืช อายุของพืช และฤดูกาล

หน้าที่ และความสำคัญต่อพืช
1. ทำให้พืชเจริญเติบโต และตั้งตัวได้เร็ว โดยเฉพาะในระยะแรกของการเจริญเติบโต
2. ส่งเสริมการเจริญเติบโตของใบ และลำต้น ทำให้ลำต้น และใบมีสีเขียวเข้ม
3. ส่งเสริมการสร้างโปรตีนให้แก่พืช
4. ควบคุมการออกดอก และติดผลของพืช
5. เพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น โดยเฉพาะพืชที่ให้ใบ และลำต้น

อาการขาดธาตุไนโตรเจน
เมื่อพืชขาดไนโตรเจน การเจริญเติบโตจะชะงัก ใบมีสีเหลืองหรือเหลืองปนส้ม เนื่องจากขาดคลอโรฟิลล์ หากเป็นมากใบจะมีสีน้ำตาล โดยจะเริ่มที่ใบแก่ส่วนล่างก่อน ส่วนใบอ่อนในระยะแรกจะยังมีธาตุไนโตรเจนให้ใช้อยู่จากได้รับจากใบแก่ที่อยู่ด้านล่าง หากไนโตรเจนมีอยู่น้อยมาก ใบด้านล่างจะเหลือง หลุดร่วง และลุกลามไปยังใบอ่อนที่อยู่ด้านบน ทำให้ใบอ่อนมีสีเขียวซีด และเหลือง การเจริญเติบโตของยอดหยุดชะงัก ลำต้นผอมสูง ลำต้นแคระแกร็น ใบ กิ่งก้านลีบเล็ก และมีจำนวนน้อย การแตกกิ่งก้าน และการแตกกอของธัญพืชมีน้อย ในพืชบางชนิด รากของพืชยืดยาวผิดปกติ และมีการแตกแขนงเพียงเล็กน้อย พืชมีการสะสมแป้งหรือน้ำตาลมากกว่าปกติ การสร้างเซลลูโลสมากขึ้น ทำให้เนื้อเยื่อพืชแข็งกระด้าง มีความเหนียว ไม่น่ารับประทาน

พืชแต่ละชนิดจะแสดงอาการแตกต่างกัน เช่น ข้าวโพดที่ขาดไนโตรเจน ใบจะมีสีเหลืองที่ปลายใบ แล้วลุกลามเข้ามาสู่เส้นกลางใบ ซึ่งจะมองเห็นรูปร่างคล้ายตัววี

ธาตุอาหารพืช เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืช ประกอบด้วย 17 ธาตุ ได้แก่ คาร์บอน, ไฮโดรเจน, ออกซิเจน, ไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โปแตสเซียม, แคลเซียม, แมกนีเซียม, กำมะถัน, เหล็ก, แมงกานีส, สังกะสี, ทองแดง, โบรอน, โมลิบดีนัม, คลอรีน และนิเกิล แบ่งเป็น

http://osl101.ldd.go.th/easysoils/image/soil/p_35new.gif

มหธาตุ 9 ธาตุ (macronutrient elements) หรือธาตุอาหารมหัพภาค คือ ธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณมาก และขาดไม่ได้ โดยมีความเข้มข้นของธาตุอาหารโดยน้ำหนักแห้ง เมื่อพืชเจริญเติบโตเต็มวัยสูงกว่า 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ได้แก่ คาร์บอน, ไฮโดรเจน และออกซิเจน ซึ่งได้จากน้ำ และอากาศ ส่วนไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โปแตสเซียม, แคลเซียม, แมกนีเซียม และกำมะถัน พืชได้จากดิน

ในบางครั้ง มหธาตุจะกล่าวถึงเพียง 6 ธาตุ ไม่นับรวมคาร์บอน, ไฮโดรเจน และออกซิเจน ที่ได้จากน้ำ และอากาศ ได้แก่ ไนโตรเจน, ฟอสฟอรัส, โปแตสเซียม, แคลเซียม, แมกนีเซียม และกำมะถัน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มธาตุอาหารหลัก (primary nutrient elements) 3 คือ ธาตุอาหารพืชที่ต้องการในปริมาณมาก 3 ธาตุ ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม
2. กลุ่มธาตุอาหารรอง (secondary nutrient elements) คือ ธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณน้อยกว่ากว่ากลุ่มแรก 3 ธาตุ ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม และกำมะถัน
3. จุลธาตุ 8 ธาตุ (micronutrient elements) คือ ธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณน้อย โดยที่มีความเข้มข้นของธาตุอาหารโดยน้ำหนักแห้ง เมื่อพืชเจริญเติบโตเต็มวัยต่ำกว่า 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ได้แก่เหล็ก, แมงกานีส, สังกะสี, ทองแดง, โบรอน, โมลิบดีนัม, คลอรีน และนิเกิล

สำหรับธาตุนิ เกิล เพิ่งจะมีการวมเข้าเป็นธาตุที่ 8 โดยมีการศึกษา พบว่า นิกเกิลเป็นองค์ประกอบสำคัญของเอนไซม์ยูรีเอส ที่ทำหน้าที่กระตุ้นปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสยูเรียให้เป็นแอมโมเนีย และคาร์บอนไดออกไซด์ และทำหน้าที่สำคัญในการสร้างสารประกอบอินทรีย์ไนโตรเจน นอกจากนั้น พืชบางชนิดยังต้องการธาตุอาหารอื่นๆอีก เช่น โคบอลท์ (CO), โซเดียม (Na), อะลูมิเนียม (Al), แวนาเดียม (Va), ซิลิเนียม (Se), ซิลิกอน (Si) และอื่นๆ เรียกธาตุอาหารกลุ่มเหล่านี้ว่า beneficial element

ข้าว

มารู้จักโรคไหม้ข้าว กันดีกว่านะครับ
โรคไหม้ข้าวเกิด จากเชื้อ รา Pyricularia grisea Sacc. เชื้อสามารถเข้าทำลายข้าวใน ทุกส่วนของข้าวที่ อยู่เหนือดินได้ตั้งแต่ระยะต้นกล้า ถึง ออกรวง โดยพบว่าเชื้อจะทำลายที่ใบและรวงมากที่สุด เมื่อเชื้อเข้าทำลายที่ใบจะทำให้ใบข้าวเป็นจุดช่ำน้ำ แผลจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและเป็นรูปตา เมื่อเชื้อเข้าทำลายมากจะทำให้ใบไหม้คล้าย ถูกน้ำร้อนลวก ต่อมาใบจะแห้งตายอย่างรวดเร็ว ภายหลังจากที่เชื้อเข้าทำลายและมีอาการใบจุดช้ำน้ำจะพบข้าวแห้งตายภายใน 3 – 5 วัน ซึ่งเรียกอาการนี้ว่าโรคใบไหม้ และเมื่อเชื้อเข้าทำลายข้าวในระยะออกรวงเชื้อ จะเข้าทำลายที่คอรวงทำให้คอรวงแห้งตายเมล็ดข้าวจะลีบ เรียกว่าโรคไหม้คอ รวง โรคไหม้ข้าวนี้ พบมีการระบาดทุกปีโดยพบว่าความเสียหายของของผลผลิตข้าวที่เกิดจากโรคไหม้นี้ เฉลี่ยประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตข้าว

ลักษณะอาการของโรคใบไหม้ที่เกษตรกรสามารถจะสังเกตได้
ที่ใบจะพบจุดช้ำน้ำในระยะแรกเริ่ม ต่อมาจะพบแผลเป็นจุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตาตรงกลางแผลมีสีเทาแผลขนาดต่างๆ กัน  จุดแผลจะขยายติดต่อลุกลามได้ทั่วบริเวณใบ กรณีเกิดโรคระบาด รุนแรง กล้าข้าวจะ แห้งและฟุบตายอาการคล้ายถูกไฟไหม้

สาเหตุที่ทำให้การ ระบาดรุนแรง
– เกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์ ขาวดอกมะลิ 105  ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีความอ่อนแอต่อโรคไหม้มาก
– เกษตรกรมีการตกกล้าหรือหว่านข้าว โดยใช้อัตราการหว่านที่สูงคือมากกว่า 15 กก./ไร่ ทำให้ข้าวขึ้น หนาแน่นในแปลงกล้าหรือแปลงนาหว่าน
– มีการหว่านปุ๋ยชีวภาพ หรือปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียในอัตราสูง
– สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเกิดโรคคือช่วงที่มีเมฆปกคลุมเป็น ระยะเวลายาวนานติดต่อกันหลายวัน มีฝนตกปรอยๆ เป็นประจำ ใบข้าวเปียกนานมากกว่า 10 ชม. อุณหภูมิกลางคืนค่อนข้างเย็น (20-30o ซ.) โดยเฉพาะพื้นที่นาข้าวที่ ไม่มีน้ำท่วมขัง ทำให้มีโอกาสเกิดน้ำค้างในช่วงกลางคืนเป็นระยะเวลายาวนาน

การป้องกันกำจัด
– อย่าตกกล้าหรือหว่านข้าวในนาหว่านหนาแน่นเกินไป โดยเฉพาะในแปลงกล้าควรแบ่งแปลงให้มีการถ่ายเทอากาศดี และอย่าใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูงเกินไป
-ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เพื่อป้องกันหรือหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรค โดยควรฉีดพ่นเมื่อแปลงนามีน้ำท่วมขัง และยังระบาดไม่รุนแรง เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของสารเคมีและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
-ในแปลงที่ระบาดรุนแรง คือมีอาการของโรคไหม้มากถึง 50% ของแปลงนาข้าว ให้ทำการเผาทำลาย และทำการตกกล้าใหม่ หรือใช้กล้าที่ปราศจากโรคจากแหล่งอื่น ส่วนในกรณีนาหว่านก็ให้ทำการหว่านใหม่

สารป้องกันกำจัดโรคไหม้ของข้าว

ชื่อสามัญ                              ชื่อการค้า                           อัตราการใช้                      หมายเหตุ

บลาสติซิดินเอส (blasticidin-s)     บลาเอส (Bla-s 2.4% EC)        15-20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร     ของเหลวละลายน้ำ

อีดิเฟนฟอส (ediphenphos)        ฮิโนซาน (Hinosan 50% EC)    15-20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร      ของเหลวละลายน้ำ

ไอบีพี (IBP)                          คิตาซิน (Kitazin 48% EC)        15-20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร     ของเหลวละลายน้ำ

ไอโซโปรธิโอเลน (isoprothiolane) ฟูจิวัน (Fuji-1 40% EC)          40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร         ของเหลวละลายน้ำ

คาร์เ็บ็นดาซิม (carbendazim)       เดอโรซาล (Derosal 60% WP)  10-16 กรัม/น้ำ 20 ลิตร       ผงละลายน้ำ

บาวิสติน (Bavistin 50% WP)   10-16 กรัม/น้ำ 20 ลิตร      ผงละลายน้ำ

คาซูกะมัยซิน (kasukamycin)       คาซูมิน  (Kasumin 2% WP)      20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร           ผงละลายน้ำ

ไตรไซคลาโซล (tricyclazol)        บีม (Beam 75% WP)             10-16 กรัม/น้ำ 20 ลิตร       ผงละลายน้ำ

บีโนมิล +ไธแรม (benomyl+thiram) เบนเลท-ที (Benlate-T 20% WP) 3 กรัม/เมล็ดพันธุ์ 1 กก.    ผงละลายน้ำ

ไธอะเบ็นดาโซล (thiabendazol)     เทคโต (Tecto 90% WP)       10-12 กรัม/น้ำ 20 ลิตร        ผงละลายน้ำ

ไธโอฟาเนท เมทธิล (thiophanate-methyl) ทอปซิน เอ็ม (Topsin-M 75% WP) 10-15 กรัม/น้ำ 20 ลิตร  ผงละลายน้ำ

  • Filed under: พืช
  • กล้วยไม้

    โรคของกล้วยไม้ (หวายตัดดอก)

    โรคเน่าดำ, ยอดเน่า, เน่าเข้าไส้……..(Black rot เชื้อรา Phytophthora palmivora)

    โรคดอกสนิม, ดอกจุดสนิม…………(Flower rusty spot เชื้อรา Curvularia eragrostidis)

    โรคใบปื้นเหลือง…………………..(Yellow leaf spot เชื้อรา Pseudocercospora dendrobii)

    โรคใบจุดขี้กลาก………………….(Black spot เชื้อรา Phyllostictina pyriformis)

    โรคใบจุดดำ………………………(Black spot เชื้อรา Alternaria alternata)

    โรคเกสรดำ, กลีบดอกไหม้ ……….(Black anther or column blight เชื้อรา Colletotrichum gloeosporioides)

    โรคแอนแทรคโนส………………..(Anthracnose เชื้อรา Colletotrichum gloeosporioides)

    โรคโคนเน่าแห้ง…………………..(Fusarium foot rot เชื้อรา Fusarium oxysporum)

    โรคต้นเน่าแห้ง, ราเมล็ดผักกาด…….(Stem rot, Sclerotium rot เชื้อรา Sclerotium rolfsii)

    โรคราดำ………………………….(Sooty mold เชื้อรา Cladosporium sp.)

    โรคเน่าเละ………………………..(Soft rot เชื้อแบคทีเรีย Erwinia carotovora, Erwinia chrysanthemi)

    โรคเน่าแบคทีเรีย…………………..(Bacterial brown rot เชื้อแบคทีเรีย Burkholderia gladioli subsp. gladioli)

    โรคใบจุดแบคทีเรีย ……………….(Bacterial leaf spot เชื้อแบคทีเรีย Acidovorax avenae subsp. avenae)

    โรคใบด่างที่เกิดจากไวรัส…………..(Mosaic เชื้อไวรัส CyMV Cymbidium mosaic virus)

    โรคใบด่างจุดประ ………………….(เชื้อไวรัส ORSV Odontoglossum ring spot virus)

  • Filed under: พืช
  • จุดประสงค์ของการผสมยาคือ
    1.ขี้เกียจพ่นหลายครั้ง
    2.ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของยา

    ข้อดี
    1.ทำให้ยามีประสิทธิภาพสูงขึ้น
    2.ฉีดคุมโรคได้หลายตัวในครั้งเดียวทำให้ประหยัดเวลา

    ข้อเสีย
    1.สารเคมีอาจทำปฏิกิริยากันทำให้ประสิทธิภาพลดลง
    2.อาจทำให้โรคและแมลงดิ้อยาจึงไม่ควรใช้บ่อย
    3.การผสมกันอาจทำให้ยาแรงหรือเข้มข้นกินไปอาจทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต สังเกตได้โดย ปลายรากเขียวๆจาหยุดหรือกุดไป
    4.ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
    5.ผสมแล้วแรงเกินไปก่อห้เกิดผลข้างเคียงกับพืช

    หลักการผสมยาฆ่าแมลงกะยาฆ่าเชื้อราเข้าด้วยกันมีหลักง่ายๆดังนี้ครับ
    1.สารเคมีกำจัดแมลงและสารเคมีกำจัดโรคพืชที่อยู่ที่รูปของWp สามารถผสมกันได้
    2.สารกำจัดโรคพืชที่อยู่ที่รูปของน้ำมัน เช่น เทอราคลอ สกอร์ อมิตตา แรลลี่ อิทริไดอโซล เป็นต้น ไม่ควรผสมกับยาชนิดอื่น
    3.สารเคมีกำจัดแมลงที่อยู่ในรูปของน้ำมันสารมารถผสมกับสารเคมีกำจัดโรคพืชที่อยู่ในรูปของWpหรือผงแป้งได้
    4.สารเคมีกำจัดแมลงที่อยู่รูปของน้ำมันสามารถผสมเข้ากันได้
    5.สารเคมีบางตัวไม่สามารถผสมกับสารเคมีที่เป็น กำมะถันหรือโลหะ ได้
    6.ห้ามนำสารเคมีที่มีสภาพเป็นด่างกะกรดมาผสมกันเพราะสารเคมีจะทำปฏิกิริยากันทำให้เกิดตะกอนและประสิทธิภาพของสารเคมีจะลดลง

    ผังการผสมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

    http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2011/02/J10223243/J10223243-1.jpg
    1. เมทามิโดฟอส ผสมกับ ไซฟลูทริน และ ไตรฟลูมูรอน ได้
    2. เมทามิโดฟอส ไม่จำเป็นต้องผสมกับ ไดเมโทเอต
    3. อามีทราซ ผสมกับ มาเนบ แมนโคเซบ ซีเนบ ได้แต่ ผสมกับ เฟอร์แบม ไม่ได้
    4. คาร์บาริล ผสมกับ ไดเมโทเอต อาจเกิดอันตรายกับถั่วเหลือง และมะเขือเทศ
    คาร์บาริล ผสมกับ ไดเมโทเอต หรือ มาลาไทออนอาจเป็นอันตรายต่อฝ้ายได้
    5. คาร์บาริล ผสมกับ ปิโตรเลียมสเปรย์ออยล์ อาจเกิดอันตรายต่อ แอปเปิลได้
    6. คาร์บาริล ผสมกับ ไดโฟลาแทน 4 เอฟ ทำให้ผลมะเขือเทศอ่อนๆ เป็นจุดๆ ในช่วงฤดูร้อนหรือขาดน้ำ
    7. อย่าผสม ไดอะซิโนน กับ มาเนบ หรือ ซีเนบ พ่นบนต้น แอพริคอท
    8. โดดิน ผสมกับ ไดโคโฟล ในรูปของผงได้ แต่ โดดิน ไม่สามารถผสมกับ คลอร์โรเบนซิเลตได้
    9. หลังพ่น ซัลเฟอร์ (ผง) 2 อาทิตย์ จึงจะพ่น ไดโคโฟล ได้
    10. ไดโคโฟล ผสมกับแคปแทน ในรูปผงได้
    11. อย่าผสม ไดเมโทเอต กับ ปิโตรเลียมสเปรย์ออยล์ พ่นบนไม้ประดับ
    12. เอ็นโดซัลแฟน ผสมกับ โดดิน และแคปแทน ในสูตรผงเท่านั้น
    13. มาลาไทออน ผสมกับ แคปแทน และโดดีน ในรูปผงเท่านั้น
    14. ควรผสมมาลาไทออน กับ ไอโพรไดโอน ในเครื่องพ่นที่มีระบบกวน และรีบพ่นทันที
    15. เบโนมิล ผสมกับ มาเนบ แมนโคเซบ แต่ไม่จำเป็นต้องผสมกับ เมไทแรม
    16. อย่าผสม แบนเลท และ แคปแทน พ่นส้มภายใน 3 อาทิตย์ที่พ่นน้ำมันไปแล้ว
    17. ต้องผสมสารจับใบ ตามที่ระบุฉลาก
    18. ผสมกันแต่ต้องใช้ภายใน 6 ชั่วโมง
    19. ผสมกันได้แต่ต้องรีบใช้ทันที
    20. อย่าผสมสารที่มีส่วนประกอบของทองแดง กับ ไซแรม
    21. อย่าผสม ไอโพรไดโอน (ร๊อฟรัล สูตรน้ำ) กับ คอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์ พ่นบนมันฝรั่ง
    22. Growth regulators
    สารประกอบของ แนฟทาลีนแอซิทิก, แนฟทาลีนแอซิทามีน และ Phenoxy ส่วนใหญ่สามารถเข้ากับสารฆ่าแมลงและสารป้องกันโรคพืชได้ ยกเว้นสารที่มีฤทธิ์เป็นด่างมาก หากจำเป็นต้องแยกพ่นทีละชนิด หรือใช้ตามคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิต
    23. Antibiotic ให้ผลดีที่สุเมื่อไม่ผสมกับสารชนิดอื่นๆ Streptomycin, Agri-strep และ Agrimycin สามารถผสมได้กับ ไดเมโทเอต แคปแทน, เฟอร์แบม, พาราไทออน, ซัลเฟอร์ (ผง), มาเนบ และ ซีเนบ แต่ห้ามผสมกับ บอร์โดมิกเจอร์ หรือสารที่มีฤทธิ์เป็นด่างมาก
    24. Nuclear Polyhedrosis Virus สามารถผสมกับสารฆ่าแมลงได้ทุกชนิด โดยเฉพาะสารที่มีประสิทธิภาพในการทำลายไข่ เช่น คลอร์ไดมีฟอร์ม และ เมโทมิล เป็นต้น
    25. Bacillus thuringiensis โดยส่วนใหญ่สามารถเข้ากับสารฆ่าแมลงและสารป้องกันโรคพืชได้ ผสมแล้วพ่นทันที ยกเว้นสารเหล่านี้คือ อามีทราซ, อะซินฟอสเมทิล, แคพทาโฟล, ไดเมโทเอต, ไดโนแคป, ไอโซโปรคาร์บ, เฟนโทเอต, โฟซาโลน และ บอร์โดมิกเจอร์
    26. สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในผังข้างบนนี้ เป็นชื่อสามัญทั้งหมด

    ข้อควรระวัง
    1. การผสมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชต่างๆ อาจแตกต่างจากผังการผสมสารข้างบนนี้เนื่องจากสูตรของสารฯ เหล่านั้น ดังนั้นต้องปฎิบัติตามคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิตอย่างเคร่งครัด
    2. ผังนี้ไม่ใช่เป็นการแนะนำให้ใช้ แต่เป็นเอกสารที่รวบรวมจาก แหล่งข้อมูลต่างๆ การผสมสารบางอย่างอาจจะเกิดอันตรายต่อ มนุษย์ สัตว์ และพืชได้
    3. เมทามิโดฟอส และ เอนโดซัลแฟน ได้ถูกกำหนดให้เป็น วัตถุอันตรายชนิดที่ 4 แล้ว คือ จัดเป็นวัตถุอันตรายที่ห้ามประกอบกิจการ ห้ามมิให้มีการผลิต ห้ามนำเข้าหรือส่งออกและห้ามมีไว้ในครอบครอง ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535

    อ้างอิง

    หนังสือ “การใช้สารป้องกันศัตรูพืชอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ”
    สมาคมอารักขาพืชไทย

    Image result for แตง Image result for แตง

    Image result for แตงImage result for แตง

    พืชในวงศ์แตง (Cucurbitaceae)

    ประกอบไปด้วยพืชจำพวกสควอช, เมล่อน, และบวบ และยังรวมถึงพืชที่เพาะปลูกกันอย่าง แตงกวา, ฟักทอง, และแตงโมด้วย พืชวงศ์นี้ ส่วนมากกระจายพันธุ์ในเขตร้อนทั้งในเขตโลกเก่าและโลกใหม่

    พืชวงศ์แตงมีประมาณ 125 สกุล 960 ชนิด ส่วนใหญ่พบในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ส่วนมากเป็นพืชเถาปีเดียว แต่สามารถเป็นไม้เถาเนื้อแข็ง, ไม้พุ่มมีหนาม, และต้นไม้ (Dendrosicyos) หลายชนิดมีดอกขนาดใหญ่สีขาวหรือเหลือง ลำต้นเป็นห้าเหลี่ยม มีขน มือจับทำมุม 90° กับก้านใบตรงข้อ ใบไร้หูใบสลับใบแฉกเหมือนนิ้วมือหรือใบประกอบแผ่เหมือนนิ้วมือ ดอกมีเพศเดียวอยู่ต่างต้น (dioecious) หรือต้นเดียวกัน (monoecious) ดอกเพศเมียมีรังไข่ใต้วงกลีบ ผลมีเนื้อหลายเมล็ดแบบแตง

  • Filed under: พืช
  •