ต้นไม้ไทย

ต้นไม้เล่าเรื่อง : ทุก ๆ อย่างเกี่ยวกับต้นไม้

ยาต้านเชื้อแบคทีเรีย

 

ยาปฏิชีวนะทั้งหลายที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ส่วนใหญ่จะเป็นพวกต้านเชื้อแบคทีเรีย

การแบ่งกลุ่มยาต้านแบคทีเรีย (Classification of Antibacterial Drugs) ยาต้านแบคทีเรียแบ่งออกเป็นกลุ่มๆได้หลายวิธีด้วยกัน คือ

1 แบ่งตามโครงสร้างทางเคมีของยา ( Chemical Structure ) ได้แก่

1.1 กลุ่ม betalactams เป็นกลุ่มที่มี betalactam ring ประกอบอยู่ในโครงสร้าง ยาในกลุ่มนี้แบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้อีกหลายกลุ่ม แต่ที่มีใช้แพร่หลายในปัจจุบันมี 4 กลุ่ม คือ

1.1.1 penicillins เช่น penicillin G, ampicillin, methicillin, carbenicillin เป็นต้น

1.1.2 Cephalosporins เช่น cephalexin, cephazolin, cephalothin, cefoxitin, cefotaxime, ceftrixone เป็นต้น

1.1.3 Monobactams เช่น aztreonam, carumonam, tigemonam เป็นต้น

1.1.4 Carbapenems เช่น imipenem, meropenem เป็นต้น

1.2 กลุ่ม aminoglycosides หรือ aminocyclitol aminoglycosides เช่น streptomycin, neomycin, gentamicin, amikacin เป็นต้น
1.3 กลุ่ม tetracyclines เช่น tetracycline,oxytetracycline, minocycline, doxycycline เป็นต้น

1.4 กลุ่ม chloramphenicols ได้แก่ chloramphenicol และ thiamphenicol

1.5 กลุ่ม macrolides เช่น erythromycin, spiramycin, midecamycin, roxithromycin, clarithromycin เป็นต้น

1.6 กลุ่ม quinolones เช่น nalidixic acid, norfloxacin, ofloxacin, ciprofloxacin, pefloxacin, fleroxacin เป็นต้น

1.7 กลุ่ม miscellaneous เช่น clindamycin, lincomycin, vancomycin, rifampicin, fusidic acid, bacitracin, polymyxin B, colistin, metronidazole เป็นต้น

2 แบ่งตามผลของการออกฤทธิ์ของยา (Mode of Action) วิธีนี้แบ่งยาต้านแบคทีเรียออกได้เป็น2กลุ่ม คือ

2.1 Bactericidals หมายถึงยากลุ่มที่มีผลเป็นการกำจัดหรือทำลายเชื้อแบคทีเรีย ทำให้แบคทีเรียตาย ตัวอย่างของยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ยาทั้งหลายในกลุ่ม betalactams, aminoglycosides และ fluoroquinolones เป็นต้น

2.2 Bacteriostatics เป็นกลุ่มที่มีผลเพียงยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น การใช้ยาในกลุ่มนี้ในการรักษาโรคติดเชื้อจะต้องอาศัยกลไกการกำจัดเชื้อของร่างกาย (host defense mechanisms) ร่วมด้วย โดยทั่วไปยาในกลุ่มนี้จึงไม่เหมาะที่จะใช้รักษาโรคติดเชื้อที่รุนแรง หรือในคนไข้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือมีตำแหน่งของการติดเชื้ออยู่ในบริเวณที่กลไกการกำจัดเชื้อของร่างกายเองเข้าไปไม่ถึง เช่น ในสมองหรือเยื่อบุลิ้นหัวใจที่มีการอักเสบ ตัวอย่างของยาในกลุ่มนี้ได้แก่ยาทั้งหลายในกลุ่ม macrolides, tetracyclines และ chloramphenicols เป็นต้น

ยาที่อยู่ในกลุ่ม bacteriostatic เหล่านี้ ในบางภาวะอาจมีผลเป็น bactericida! ได้ เช่น erythromycin ถ้าใช้ในขนาดที่สูงกว่าขนาดปกติ หรือ chloramphenicol ซึ่งปกติมีผลเป็น bacteriostatic สำหรับเชื้อแบคทีเรียทั่วๆ ไป จะมีผลเป็น bactericidal สำหรับเชื้อ Neisseria meningitidis หรือ Hemophilus influenzae ได้ เป็นต้น ในทางตรงข้าม ยาที่จัดอยู่ในกลุ่ม bactericidal ก็อาจมีผลเป็นเพียง bacteriostatic สำหรับเชื้อบางชนิดได้เช่นกัน

3 แบ่งตามกลไกการออกฤทธิ์ (Mechanism of Action) วิธีนี้แบ่งยาต้านจุลชีพออกได้เป็น

3.1 พวกที่ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ (Inhibition of Cell Wall Synthesis) ได้แก่ ยาทั้งหลายในกลุ่ม betalactams, fosfomycin, vancomycin และ bacitracin เป็นต้น ยาเหล่านี้ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ของเชื้อแบคทีเรียในขั้นตอนที่แตกต่างกัน แต่มีผลที่เหมือนกันคือ ทำให้ผนังเซลล์ของเชื้อแบคทีเรียไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถทนทานต่อความกดดันภายในเซลล์ที่สูงกว่าความกดดันของสภาพแวดล้อมภายนอกเซลล์มาก ๆ ได้ มีการแตกสลาย (lysis) ของเซลล์ตามมา ยาที่ออกฤทธิ์โดยกลไกนี้จึงมีผลเป็น bactericidal และออกฤทธิ์ได้เฉพาะต่อเชื้อที่กำลังมีการเจริญเติบโตแบ่งตัวหรือการสร้างผนังเซลล์อยู่เท่านั้น

3.2 พวกที่ขัดขวางการทำหน้าที่ของเยื่อหุ้มเซลล์ (Inhibition of Cell Membrane Function) ได้แก่ polymyxin B และ colistin เป็นต้น ยาในกลุ่มนี้จับกับเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรีย มีผลทำให้กลไลการควบคุมการผ่านเข้าออกของสารต่าง ๆ ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เสียไป มีการสูญเสีย macromolecules และions ต่าง ๆ ที่สำคัญของเซลล์ออกสู่ภายนอก ทำให้เชื้อแบคทีเรียไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ (bactericidal) ยาที่ออกฤทธิ์ได้ทุกขณะ ไม่ว่าเชื้อแบคทีเรียจะกำลังมีการเจริญเติบโตหรือแบ่งตัวอยู่หรือไม่ก็ตาม

3.3 พวกที่ยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีน (inhibition of Protein Synthesis) ได้แก่ ยาในกลุ่ม macrolides, tetracyclines, chloramphenicols และ aminoglycosides เป็นต้น ยาเหล่านี้ยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนของแบคทีเรียในขั้นตอนต่าง ๆ แตกต่างกันไป เช่น erythromycin ยับยั้งในขั้นตอนของการสังเคราะห์ initiation complex (mRNA-ribosome-f-methionul tRNA complex) และขั้นตอน translocation. Tetracyclines ยับยั้งในขั้นตอนที่ aminoacyl-tRNA จะเข้าไปจับกับ A site (acceptor site) ของ ribosome และ chloramphenicol ยับยั้งในขั้นตอนต่อ transpeptidation เป็นต้น

ยาที่ออกฤทธิ์โดยกลไกนี้โดยทั่วไปให้ผลเพียงยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย (bacteriostatic) เท่านั้น ยกเว้นยาในกลุ่ม aminoglycosides ที่ให้ผลเป็น bactericidal เข้าใจว่าคงเนื่องจากยาในกลุ่ม aminoglycosides มีกลไกการออกฤทธิ์อย่างอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วย

3.4 พวกที่ยับยั้งการสังเคราะห์กรดนิวคลิอิก (Inhibition of Nucleic Acid Synthesis) ตัวอย่างของยาในกลุ่มนี้ได้แก่ ritampicin ซึ่งยับยั้งการสังเคราะห์ RNA และยาในกลุ่ม quinolones ได้แก่ nalidxic acid และยาในกลุ่ม fluoroquinolones ซึ่งยับยั้งการสังเคราะห์ RNA และยาในกลุ่ม quinolones ได้แก่ nalidixic acid และยาในกลุ่ม fluoroquinolones ซึ่งยับยั้งการสังเคราะห์ DNA ของเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากกรดนิวคลิอิกจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของแบคทีเรีย ดังนั้นยาเหล่านี้จึงมักจะให้ผลเป็น bactericidal พวกที่ขัดขวางกระบวนการเมตะบอลิสม์ (Inhibition of Metabolic Process) ตัวอย่าง เช่น ยาในกลุ่ม sulfonamides และ trimethoprim ซึ่งขัดขวางการสังเคราะห์กรดโฟลิก (folic acid) ของเชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น ยาในกลุ่มนี้โดยทั่วไปให้ผลเป็น bacteriostatic แต่อาจให้ผลเป็น bactericidal ได้ในบางสภาวะ เช่น เมื่อใช้ยากลุ่ม sulfonamides ร่วมกับยา trimethoprim เป็นต้น

                   เอามาให้อ่านกัน สมมุติว่ากล้วยไม้เกืดเป็นโรคที่เกิดจากแบตทีเรีย เราสามารถเลือกใช้ยาเหล่านี้ฉีดพ่นบนกล้วยไม้ได้ ถ้าเป็นยาฉีด ใช้ประมาณ 3ซีซี/น้ำ 5ลิตร ยาแบบเป็นผงอาจมาดนรูปของแคปซูลใช้1แคปซูล/น้ำ 7ลิตร โดยประมาณ ใช้ในกรณีที่หาซื้อยาที่ใช้สำหรับพืชไม่ได้จริงๆเท่านั้นนะครับ

โพพาโมคาร์บ

โพพาโมคาร์บ(propamocarb)

การออกฤทธิ์

เป็นสารกำจัดเชื้อรา carbamate ประเภทดูดซึม ออกฤทธิ์ให้ผลในทางป้องกันโรคพืชสามารถดูดซึมเข้าไปในต้นโดยทางรากเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่ใบพืช

ความเป็นพิษ

มีพิษเฉียบพลันทางปาก 7,860 มก/กก. (หนู) ทางผิวหนัง มากกว่า 3,600(กระต่าย)

โรคพืชที่กำจัดได้

โรคเน่าคอดิน โรค  Black shank  โรคราน้ำค้าง โรคราสนิม และโรคที่เกิดจากเชื้อ Pythium,Phytophthora,Bremia,Aphanomyces,Peronospora,Pseudoperonospora และอื่นๆ

พืชที่ใช้

ยาสูบ

สูตรผสม

72% อีซี

อัตราการใช้และวิธีใช้

10-20ซีซี/น้ำ20ลิตร ใช้ซ้ำได้ทุก 7-21 วัน

ข้อควรรู้

 -ควรใช้เป็นสารป้องกันโรคพืช

 -ควรใช้ร่วมกับสารกำจัดเชื้อราอย่างอื่นเพื่อเพิ่มขอบเขตการกำจัดโรคพืช

 -ไม่เป็นพิษต่อปลาและสัตว์ป่า

 -ออกฤทธิ์ตกค้างอยู่ได้ 10-21 วัน

คาร์บ๊อกซิน

คาร์บ๊อกซิน(carboxin)

เป็นารกำจัดเชื้อรา anilide ประเภทดูดซึมที่ใช้ป้องกันโรคที่เกิดกัเมล็ดด้วยการคลุกเมล็ด
โรคพืชที่กำจัดได้

โรคสมัท(Smuts) โรคเน่าคอดิน และโรคที่เดจาเชื้อ Rhizoctonia spp.
พืชที่ใช้ได้

ข้าว ฝ้าย ถั่วเหลือง เมล็ดพืช ข้าวฟ่าง มะเขือเทศข้าวสาลี และอื่นๆ
อัตราและวิธีใช้

จะแตกต่างกันออกไปตามชนิดของพืช โรคและวิธีใช้จึงควรศึกษาจากรายละเอียดทุกครั้ง

ข้อควรรู้

-ห้ามน้ำเมล็ดพืชทีคลุกสารนี้ไปเป็นอาหาร

– เป็นพิษต่อปลา

-กัดกร่อนโลหะผสมได้กับสารกำจัดศัตรูพืชที่ใช้กันทั่วไป

-ไม่คงตัวเมื่ออยู่ในดิน

แคปแทน

แคปแทน(captan)

เป็นสารกำจัดเชื้อรา dicarboximide ที่ให้ผลในทางป้องกัน รักษาและกำจัดโรคพืชให้หมเสิ้นไป

โรคพืชที่กำจัดได้

โรสแคป โรคเน่าดำ โรคเน่าสีน้ำตาล โรคใบจุด โรคราน้ำค้าง โรคใบไหม้  โรคแอนแทรตโนส โรคเน่าคอดินและโรคอื่นๆ

สูตรผสม

50%WP

80%WP

อัตราและวิธีใช้

สำหรับพืชทั่วไปใช้30-50กรัม /น้ำ20ลิตร

ข้อควรรู้

-เป็นพิษต่อปลา

-ห้ามผสมกับสารเคมีที่เป็นด่างและน้ำมัน

โปรคลอราช

โปรคลอราช(prochloraz)

เป็นสารกำจัดเชื้อรา imidazole ออกฤทธิ์ให้ผลในทางป้องกันและกำจัดโรคพืช

โรคพืชที่กำจัดได้

โรคราแป้ง Fusarium , Septoriaspp.โรคสแคป Botrytis, Alternaria,Scleritina, Cercospora,Penniciliumspp. และโรคอื่นอีกจำนวนมาก

สูตรผสม

50%WP

อัตราการใช้

10-20 กรัม/น้ำ20ลิตร

ข้อควรรู้

-ใช้กับกล้วยไม้ขณะมีดอกทำให้สีของดอกซีดได้

-เป็นพิษต่อปลาแต่ปลอดภัยสำหรับผึ้งและแมลงที่มีประโยชน์อื่นๆ

-อาจใช้ฉีดพ่นร่วมกับสารกำจัดศัตรูพืชอย่างอื่นได้

ไธแรม

ไธแรม(thiram)

เป็นสารกำจัดเชื้อรา dithiocarbamate ออกฤทธิ์ ให้ผลในทางป้องกันโรคพืชและขับไล่สัตว์บางชนิด

โรคพืชที่กำจัดได้

โรคเน่าคอดินโรคเมล็ดเน่า โรค Seedling blights โรค Brown patch, Dollarspot,โรคสแคป โรคราสนิม โรคเน่าดำ โรค Sooth blotch โรค Rhizocpusrot, Botrytis fruit rot โรคใบจุด มะเขือเทศ โรคLate blight และ อื่นๆ

พืชที่ใช้

กล้วย แอปเปิล คื่นฉ่าย มะเขือเทศ สตอเบอรี่ ฝ้าย หอม มันฝรั่ง พืชผักต่างๆ ใช้คลุกเมล็ด ถั่วต่างๆ คะน้า มะเขือ พริกไทยฟักทอง แตงโม กะหล่ำปลี แคนตาลูปดอก กะหล่ำ ฝ้าย ข้าว มะเขือเทศ และข้าวสาลี

สูตรผสม

 75%WP

อัตราการใช้และวิธีใช้

ฉีดพ่นอัตรา 30-50 กรัม/น้ำ20ลิตร

ข้อควรรู้

– ระยะเวลาที่ใช้ก่อนเก็บเกี่ยว 1-2อาทิตย์

– อย่าจับต้องเมล็ดที่คลุกสารชนิดนี้ด้วมือปล่าว

– ผสมเข้ากับสารกำจัดแมลงและสารกำจัดเชื้อราทั่วไปได้